พ่อครับ

posted on 04 Feb 2009 10:28 by poropor

พ่อครับ

สุขภาพพ่อเป็นอย่างไรบ้างครับ ผมเป็นห่วงพ่อนะครับ

ชีวิตคนเรานะครับพ่อ เกิดมาชาติหนึ่งก็เพื่อทิ้งดี – เลว ไว้เบื้องหลัง แล้วจากไปพร้อมเสียงสรรเสริญหรือสาปแช่ง

พ่ออายุมากแล้ว วันเวลาได้พาชีวิตพ่อมาสู่บั้นปลายชีวิต จนประตูแห่งความตายแทบปรากฏอยู่ตรงหน้า
ผมอยากให้พ่อได้เร่งทำความดีเพื่อจากไปพร้อมเสียงสรรเสริญ
อยากให้พ่อละวางสิ่งที่ควรละวาง
และอยากให้พ่อละทิ้งอำนาจบารมีบางอย่างที่ทำให้พ่อเสื่อมไปจากใจชาวบ้าน


พ่อครับ

สมบัติมากมาย สูงค่าเพียงใด ก็ไม่เคยมีใครเอาก้าวข้ามประตูแห่งความตายไปได้เลยนะครับ

ผมรู้ว่าจิตปุถุชนที่ยังอบอวลด้วยกิเลส ย่อมไม่อาจละวางความห่วงหาทรัพย์สมบัติที่ตัวเองเคยครอบครอง

ผม เข้าใจว่าพ่อห่วงลูกหลาน ด้วยกริ่งเกรงว่าเขาจะลำบากเมื่อสิ้นพ่อ พ่อจึงยังอยากเพิ่มพูนทรัพย์สมบัติเพื่อเป็นหลักประกันอนาคตลูกหลานของพ่อ

แต่พ่อครับ ภาพความจนของลูกหลานพ่อ ที่พ่อกริ่งเกรงนั้น ก็ยังเป็นยิ่งกว่าภาพฝันของคนยากไร้ในหมู่บ้านเลยนะครับ

พ่อจะไม่ลองแบ่งปันความห่วงหาอาทรลูกหลานของพ่อ มาให้ชาวบ้านที่ยากไร้เหล่านั้นบ้างหรือครับ

เวลาที่จะมีชีวิตอยู่เหลือไม่มากแล้วนะพ่อ
รีบทำเพื่อคนยากไร้ให้ภาพของพ่อสถิตอยู่ในใจของพวกเขาตลอดกาล จะไม่ดีกว่าการนั่งดูความพอกพูนของทรัพย์สมบัติ
ที่เมื่อถึงวันเวลาที่พ่อจากไปแล้วกลายเป็นมูลเหตุให้ลูกหลานของพ่อต้องฆ่ากันตาย
เพื่อแย่งชิงสมบัติมาเป็นของตนให้มากที่สุด หรือครับ


พ่อครับ

ทุกวันนี้พ่อได้รับรู้เหตุการณ์ในครอบครัว และเหตุการณ์ในหมู่บ้านบ้างหรือเปล่าครับพ่อ

คนรอบข้างพ่อได้เล่าความจริงอะไรให้พ่อได้ฟังบ้างไหม

ผม ลำบากใจแทนพ่อเหมือนกันว่า ทุกวันนี้คงมีแต่คนคอยพูดป้อยอจนพ่อ ยากที่จะแยกได้ว่า คำไหนจริง คำไหนเท็จ และคำไหนที่จะทำให้พ่อทำอะไรผิดพลาด


พ่อฟังนะครับ เขานินทากันว่าคนในครอบครัวพ่อไปก่อเรื่องใหญ่

ตนในหมู่บ้านเขาโกรธที่คนของพ่อไปรังแกคนที่เขารัก

คนเขาไม่พอใจว่าคนในครอบครัวพ่อไปชี้นิ้ว สั่งการเรื่องราวในหมู่บ้าน

คนเขาก็เลยอยากให้ครอบครัวพ่อลดบทบาทลง โดยไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับกิจการของหมู่บ้านอีกต่อไป


พ่อครับ

ทุกอย่างในสังคมนั้นจะคงอยู่หรือเสื่อมสูญไป ก็ขึ้นอยู่กับคนโดยส่วนรวมเห็นตรงกันว่าสิ่งนั้นยังคงมีคุณค่าต่อสังคมหรือไม่

แต่ พ่อครับ คำว่า “คุณค่า” ในทางโลก จะแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลานะครับ ดังที่พ่อก็คงได้รับรู้บ่อยไปว่าสิ่งที่เคยสูงค่าในอดีต กลับกลายเป็นสิ่งที่ชาวบ้านอยากโยนทิ้งในวันนี้

การคงคุณค่าของ สิ่งใด ๆ ในทางสังคม จึงเป็นเรื่องที่ “สิ่งนั้น” จะต้องเข้าใจบริบทของสังคม แล้วปรับเปลี่ยนตนเองให้สอดคล้องกับบริบทที่ปรับเปลี่ยนตัวมันเองอยู่ตลอด เวลา นะครับพ่อ

ด้วยเหตุดังนี้ พ่อจะไม่ยอมรับรู้ ... หรือปฏิเสธกระแสการเปลี่ยนแปลง คงไม่ได้นะครับพ่อ (ถ้าพ่อยังต้องการให้ชาวบ้านยอมรับ “คุณค่า” ของครอบครัวพ่อ)


พ่อครับ

คนเพิ่มขึ้น สิ่งแวดล้อมเปลี่ยน ทรัพยากรที่เคยมั่งคั่งลดลง คนจะอยู่รอดได้ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

ชาวบ้านเริ่มตระหนักว่าพ่อ ชาวบ้าน ตลอดจนคนทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน (All men are equal)
ชาวบ้านได้เรียนรู้ที่จะมีชีวิตอย่างเสรี
ชาวบ้านอยากเห็นการปกครองผ่านตัวแทนที่เรียก ระบอบประชาธิปไตย
ชาวบ้านอยากเห็นความเป็นธรรมในการครอบครองทรัพยากรที่นับวันจะขาดแคลน
และชาวบ้านอยากละทิ้งภาระซึ่งไม่ควรเป็นภาระ ที่มีที่มาจากความต้องการของครอบครัวพ่อ

ชาว บ้านไม่ได้โง่เง่านะพ่อ (พ่ออย่าไปฟังพวก elite อีหลุด ที่หลงตัวเลยครับ) ชาวบ้านทุกวันนี้ยังยากจนและอาจจะยังปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคมได้ไม่ ดีนัก
แต่พวกเขาก็มีน้ำใจห่วงใยพ่อและครอบครัว ว่าจะปรับตัวได้หรือไม่ หรือจะมีปัญหาอะไรจากการไม่ยอมปรับตัว

ถ้าเป็นอย่างที่ชาวบ้านห่วงใย ผมก็ว่าน่าเสียดายโอกาสนะครับพ่อ


พ่อครับ

ก่อนจบ ผมมีเรื่องอยากขออะไรจากพ่อ

* Re engineering ครอบครัวพ่อเถอะครับพ่อ

* ลดบทบาทตัวพ่อเอง ให้เป็นเพียง Symbolic ของหมู่บ้าน เพื่อทำงานในสิ่งที่ไม่เปลืองตัว และไม่ต้องระแวดระวังว่าใครจะว่าร้าย
จนทำให้คนที่แอบอ้างว่ารักพ่ออาศัยเป็นเหตุไปหาเรื่องฟ้องร้องชาวบ้าน

* อยากให้พ่อประกาศให้ชาวบ้านรับรู้เลยว่า พ่อจะใช้ power ทั้งหมดที่พ่อมี พัฒนาระบอบประชาธิปไตยในหมู่บ้าน ให้ทันเห็นผลในช่วงชีวิตของพ่อ

* และคำขอสุดท้ายนะครับพ่อ ถ่ายเทความร่ำรวยของพ่อไปสู่ชาวบ้านที่ยากไร้-ยากจน ให้เขาเหล่านี้แซ่ซ้องสรรเสริญพ่อเถิดนะครับ


แต่พ่อครับ

การให้ที่มีคุณค่า คือ การให้ในสิ่งที่ผู้รับต้องการ และในเวลาที่เขาต้องการ

พ่อรู้แล้วนะครับว่าชาวบ้านต้องการอะไร และเมื่อใด

ให้เขานะครับพ่อ

อย่ารอจนชาวบ้านที่โกรธแค้น รวมตัวกันมายืนชี้นิ้วสั่งให้พ่อต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ นะครับ

เพราะคนโกรธอาจทำอะไรวู่วามจนพ่อและครอบครัวต้องเสียใจกับการสูญเสียอย่างหมดสิ้น

ผมเป็นห่วงนะครับ




ให้เขาเถิดครับพ่อ

 

////ที่มา : prachataiwebbord : by LB1///

ควีนอลิซาเบ็ธ ทรงเสด็จออฟฟิศกูเกิลในอังกฤษ

ควีนอลิซาเบ็ธแห่งอังกฤษ แม้ปัจจุบันจะทรงมีพระชนมายุกว่า 81 ชันษาแล้วก็ตาม แต่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีชื่อเสียงด้านการโปรดปรานโลกไฮเทคอย่างมาก หรือพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ “พระองค์ทรงอินเทรนด์ และ Geek มาก” ตั้งแต่ปี 2001 พระองค์ทรงใช้โทรศัพท์มือถือและปีที่แล้วทรงเปลี่ยนมาใช้ Blackberry ต่อมาหลายสื่อได้จับภาพพระองค์ทรงใช้ไอพอดสีขาว และแอบสืบทราบเพิ่มเติมอีกว่าพระองค์ทรงเป็นราชินีเกมโบว์ลิ่งโดยเฉพาะเล่น จากเครื่อง Wii ของปรินซ์วิลเลียม ทรงส่งพระราชสาสน์ส่วนพระองค์ในงานปีใหม่ เพื่ออวยพรความสุขให้กับประชาชนทั่วสหราชอาณาจักรผ่านยูทูปเมื่อปีก่อน แถมยังเปิดช่องข่าวในพระราชสำนักผ่านยูทูปที่ชื่อ The Royal Channel ซึ่งช่องนี้แค่เปิดสัปดาห์เดียวมีผู้เข้าชมกว่า 1 ล้านคน และเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาพระองค์ทรงเสด็จเยี่ยมออฟฟิศกูเกิล สาขาอังกฤษ
ทางทีมงานได้สาธิตของเล่นชิ้นเก๋ของกูเกิลให้กับพระองค์มากมาย อาทิ แผนที่กูเกิล ระบบโฆษณาของกูเกิล ฯลฯ



และเพื่อเป็นการบันทึกช่วงเวลาประวัติศาสตร์นี้ ทางกูเกิลจึงได้ออกแบบกูเกิลที่เป็นรูปพระองค์ เพื่อเป็นที่ระลึกด้วย



ขอพระองค์ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน… แหล่งข่าว

ฟ้ายังเปลี่ยนสี

posted on 14 Oct 2008 00:08 by poropor

พ่อที่ดีทำหน้าที่เป็นแบบอย่าง..อย่าให้ใครแอบอ้างทำเรื่องชั่ว
ต้องเคารพแม้ลูกคิดต่างตัว..ควรป้องปรามพวกมั่วกติกา
แม่ที่ดีทำหน้าที่เป็นแบบอย่าง..อย่าเป็นบ่างเลือกข้างสร้างปัญหา
ต้องหนักแน่นใช่ฟังเพียงเสียงนกกา..แล้วเก็บมาคิดตุตะจนระแวง

ลูกที่ดีมีหน้าที่ทำตามอย่าง..พ่อแม่เป็นแนวทางต้องชัดแจ้ง
หากพ่อเฉยแม่ยังขี้ระแวง..ครอบครัวก็เบาะแว้งจนวุ่นวาย

เมื่อสีฟ้าที่มาจากคลุกเคล้า..ผสมเข้าสีน้ำเงินกับสีขาว
เมื่อสีฟ้ามาทำเรื่องราคีคาว..กระทบราวสีน้ำเงินนั้นร่วมทำ
ใครหนอใครคิดระยำจ้องทำลาย..จิตคิดร้ายหมายมุ่งให้หม่นช้ำ
สีฟ้าอ่อนพวกมือบอนหยดสีดำ..หรือสีฟ้าใฝ่ต่ำทำตนเอง

เมื่อสีฟ้ามาผสมกับสีดำ..สีแดงนั้นถูกย่ำถูกข่มเหง
สีขาวนั้นออกเทาๆร่วมบรรเลง..สีน้ำเงินที่เคยเปล่งพลอยมืดไป
เมื่อสีดำร่วมผสมกับสีฟ้า..แหกกฏกติกากำหนดไว้
ถูกแอบอ้างหรือรู้เห็นเป็นใจ..พึงจำไว้กระเทือนสีน้ำเงิน


ขอบคุณ : คนไทยเดิ้ง

ที่มา : ประชาไท

จาก http://thaienews.blogspot.com/2008/10/blog-post_9282.html

แกน นำสั่งให้ฝากระเบิดปิงปองไว้กับผู้ชุมนุม วางแผนเตรียมไว้ใช้เพื่อทะลวงประตูทำเนียบบุกจับตัวคณะรัฐบาล แต่เสียแผนซะก่อนเพราะตำรวจใช้แก๊สน้ำตา ทำให้ผู้ชุมนุมแตกฮือและมองไม่เห็น ระเบิดจึงระเบิดฉีกร่างและอวัยวะของพธม.โดยไม่ตั้งใจ วอนแกนนำ อย่าใช้ระเบิดอีกเพราะอันตรายมาก

การ์ดอาสาพันธมิตรฯ ใช้นามแฝงว่า “ตาลโตน” เปิดเผยผ่านเว็บไซต์พันทิปหมดเปลือก ถึงสาเหตุของระเบิดที่เกิดขึ้นขณะที่ตำรวจกำลังสลายการชุมนุมด้วยการยิงแก๊ส น้ำตาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. โดยกล่าวว่าตนเองเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ และได้ไปร่วมชุมนุมในวันที่ 7 ต.ค.ด้วย

“ผม เจ้าของกระทู้ ยอมรับว่าเป็นผู้หนึ่งที่เข้าร่วมกับ พธม.และได้ไปบุกกับเขาในวันที่ 7 แต่อยู่ด้านหลัง ส่วนเพื่อนที่ไปด้วยอยู่ด้านหน้า ตอนนี้นอนอยู่บ้าน หลังออกจากโรงพยาบาลจุฬาฯเมื่อวันศุกร์ เพราะวิ่งหนีแก๊สน้ำตาตำรวจ และวิ่งไปเตะระเบิดปิงปองที่การ์ดทำหล่นไว้ที่พื้น นิ้วเท้าขาดไป 3 นิ้ว ขนาดใส่รองเท้าหนังหุ้มข้อ”

“เขาเล่าให้ฟังว่าได้เห็น การ์ดอาสาใส่ไว้ในกระเป๋าคาดเอว ตอนบุกปะทะตำรวจก็ควักขึ้นมา แต่พอโดนแก๊สน้ำตา มันแสบตามาก เพราะไม่มีแว่นตา ช่วงนั้นชุลมุน บางคนก็ปล่อยลงพื้น บางคนก็ขว้างไปแบบไม่รู้ทิศทาง บางลูกหล่นโดนเท้ากันเอง บางลูกไม่ระเบิดก็มีคนมาเหยียบ เท้าแหลก มีแต่เสียงระเบิดและเสียงร้องระงม เขาได้รับการช่วยเหลือ มารู้ทีหลังว่ามีน้องผู้หญิงคนหนึ่งล้มทับระเบิดในกระเป๋าหนีบ เขาเสียใจมาก แต่มีคนของ พธม.มาเยี่ยมและสัญญาว่าจะให้เงินช่วยเหลือ 5 พันบาท และขอร้องแกมบังคับไม่ให้เล่าเหตุการณ์ให้ใครฟัง มิฉะนั้นเดือดร้อนทั้งครอบครัวแน่ พร้อมทั้งจดชื่อที่อยู่และขอเสื้อผ้าที่สวมวันเกิดเหตุไปหมด”

“ เพื่อนมันกลัวมากเลยขอออกจากโรงบาลก่อนทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รับเงิน 5 พัน โทรบอกให้ผมเอาเสื้อผ้าไปให้มัน เรามาปรึกษากันเมื่อเย็น เพราะมีเพื่อนอีกกลุ่มในกองทัพธรรมเรื่องแจกระเบิดรุ่นใหม่ในวันที่ 13 เลยเป็นห่วงเพื่อนๆ ที่ยังอยู่ในทำเนียบ และเราสองคนสัญญาว่า เราจะไม่เข้าร่วมกับ พธม. PAD อีกแล้ว เพราะเข็ดกับเหตุการณ์วันที่ 7 จริงๆ นึกไม่ถึงว่าอานุภาพจะร้ายแรงขนาดนี้ ตอนแรกคิดว่าแค่เสียงดังแบบประทัด ที่ไหนได้ รุนแรงมากๆครับ อยากฝากให้เพื่อนๆบอกต่อด้วยครับ อย่าใกล้วัตถุกลมสีดำมัน อย่านำใส่กระเป๋าเด็ดขาด”






เตือนเพื่อนผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ อย่ารับฝากอะไรจากการ์ดโดยเด็ดขาด



“ตาลโตน”ยังได้กล่าวเตือนต่ออีกว่า อย่ารับฝากอะไรจากใครในการเข้าร่วมชุมนุม พร้อมเปิดเผยยุทธวิธีของพันธมิตรฯหมดเปลือก

“ขอฝากต่อจากกระทู้ข้างล่างที่โพสต์เมื่อตอนดึก เช้านี้คงมี Y.Pad มาอ่านกันก็เตือนอีกครั้ง อย่ารับฝากวัตถุใดๆ จากการ์ดอาสา ทางที่ดีอย่าอยู้ด้านหน้า เช้านี้จะขอเล่าเหตุการณ์ที่ประสพมาเอง จริงๆแล้วไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์วันที่ 7 แต่เป็นเพราะอุบัติเหตุด้วยความไม่ตั้งใจ จุดหมายที่วางไว้คือให้ผู้หญิง คนแก่ และเด็กเป็นแถวหน้า การ์ดบางส่วนปะปนประกบไป เรียกไม้ 1+3 การ์ดอาสาตามหลังเรียกไม้ 2 มีป้ายฟ้าและผ้าพันคอเหลือง พวกนี้จะมีระเบิดปิงปองใส่กระเป๋าคาดเอวและถุงย่ามหูสั้นคล้องไหล่หนีบ รักแร้ใส่ระเบิดปิงปอง”

“การ์ดไม้ 3 คือพวกผ้าพันคอขาว มีเหล็กแป๊ป ไม้คมแฝก ให้ทั้งหมดนั่งรอหน้ารัฐสภารอให้คณะรัฐบาลเข้าสภาจนหมดจึงเคลื่อนม็อบไม้ 1 ยันประชิดกำแพงโล่ ให้การ์ดฟ้าเหลืองไม้ 2 ใช้ระเบิดปิงปองที่มีแต่เสียงไม่อันตราย โยนเข้ากลุ่มตำรวจเพื่อเปิดทางกำแพงโล่ ให้ผู้หญิง เด็ก คนชรา ขยายปีกซ้ายขวา กันตำรวจ การ์ดไม้ 3 จะบุกทะลวงกลางเข้าจับตัวคณะรัฐบาลแล้วให้รอคำสั่งจากแกนนำ ทำเพื่อยั่วยุให้ทหารออกมาปฏิวัติ มิได้คิดฆ่าใครทั้งสิ้น แต่เหตุการณ์พลิกผันไม่เป็นไปตามแผน”

“ขณะที่ม๊อบ 1+3 กำลังรุกเข้า ยังไม่ทันใกล้กำแพงโล่ ตำรวจดันยิงแก๊สน้ำตาเข้ามา ทำให้กลุ่มไม้ 1+3 สำลักควันแสบตาถอยกลับอย่างเร็ว ช่วงนั้นทำให้การ์ดไม้ 2 ที่กำระเบิดเตรียมขว้างถอยไม่ทัน ชุลมุนดันกันล้มลงเหยียบกันมั่วไปหมด ทำให้ระเบิดปิงปองระเบิดพร้อมกัน เสียงร้องระงม บางคนก็พยายามโยนระเบิดออก บางคนก็ตะโกนให้กำไว้อย่าโยนพวกเราจะเหยียบกันเอง อย่าโยนๆ”

“นี่ แหละคือที่มาของมือเท้าขาดบาดเจ็บล้มตาย ตำรวจก็ไม่รู้ว่าเรามีระเบิดปิงปอง เราก็ไม่รู้ว่าตำรวจจะกล้ายิงแก๊สน้ำตา เพราะแกนนำก็บอกแล้วว่ารัฐบาลไม่กล้าใช้ความรุนแรงเหมือนตอนนายกฯสมัคร แต่เหตุการณ์พลิกผันเป็นอุบัติเหตุ ส่วนใครผิดถูกก็เชิญท่านตัดสินกันเอง แต่วิงวอนวันที่ 13 นี้อย่าใช้ระเบิดอีกเลย ฝากถึงY.Pad ทุกคนให้ระวังตัวด้วยครับ.....อย่าอยู่หน้า ให้อยู่แนวหลังหรือทางที่ดีบอกปัดพี่ๆ หัวหน้ากลุ่มไปเลยว่า ติดงาน ไม่สบายจะไม่เสียน้ำใจ...”

“อยากเตือนก่อนเพราะป่าน นี้ตำรวจและสื่อยังไม่กล้าออกมาบอกความจริงอะไรเลย มีแต่บอกว่ามันเป็นพวงกุญแจ หรือกรอบพระเครื่อง น้องบางคนอาจเข้าใจผิดนำมาใกล้ตัวไม่ระวังอาจมีเหตุการณ์แบบเดิมอีก...เป็น ห่วงครับ.”




แฉกันเองแล้ว

ที่มา : ประชาไท

จอมปลวก

posted on 11 Oct 2008 06:25 by poropor

จอมปลวก

โดย ประดาบ (ขออนุญาตนำบทความมาลงนะครับ)

ที่มา ประชาไท

นานมากแล้วที่ผมไม่ได้เขียนหนังสือ แต่ก็ได้ยินว่ามี ประดาบ มาแวะเวียนอยู่บ้าง ประปราย ครั้งสองครั้ง ใน ประชาไท และ พันทิพย์ แล้วก็จากหายไปเฉยๆ

  ที่ผ่านมา แม้จะมีเรื่องราวมากมายที่อยากเขียน แต่ก็ไม่ได้เขียน เพราะเห็นว่ามีเพื่อนร่วมทางจำนวนมาก เพื่อนร่วมอุดมการณ์จำนวนไม่น้อย นำเสนอความคิดเห็นได้ตรงกับใจ ตรงกับที่ผมอยากจะเขียน อยู่แล้ว ผมก็เลยขันอาสาเป็นผู้อ่าน เป็นผู้สนับสนุน ร่วมแสดงความคิดเห็น และนำไปเผยแพร่ต่อ เพื่อให้แง่มุมความคิด มุมมองความเห็นของพวกเราขยายตัวกว้างไกลออกไปให้มากที่สุด

  ที่ น่าชื่นใจอีกประการหนึ่งก็คือ นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในโลกไซเบอร์ ขยายจำนวนเป็นทบเท่าทวีคูณ ในเวลาอันรวดเร็ว มีผู้เสียสละเงินทอง ทรัพย์สินส่วนตัว มาสร้างเวปไซต์เผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย มากมายหลายเวปไซต์ ซึ่งผมขอแสดงความคารวะด้วยหัวใจมา ณ ที่นี้

  อัน ที่จริง เรื่องที่ผมจะเขียนวันนี้ ก็เป็นเรื่องที่พวกเราหลายคนได้แสดงความห่วงใยกันแล้ว แต่แม้จะมีหลายเสียงทักท้วงแล้ว ผมก็ยังคงอยากจะเป็นอีกหนึ่งคนที่ร่วมออกแรงทักท้วงด้วย

  นั่นก็ คือ เรื่อง การหวังดีประสงค์ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวขบวนใหญ่ของพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย ที่กำลังเหิมเกริมอย่างหนักอยู่ในเวลานี้

  การหวังดีประสงค์ร้ายต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นพันธกิจทางใจที่ยังคงดำเนินไปข้างหน้าโดย ไม่มีหยุดพัก และไม่มีลังเลแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล

  สถาบันพระมหากษัตริย์ ตกเป็นเครื่องมือของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และถูกใช้เป็นอุบายเพื่อทำลายล้างผู้อื่นอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับแต่วันแรกเคลื่อนไหวจนถึงวันนี้ และจะดำเนินเช่นนี้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เนื่องจากผู้คนรอบข้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จำนวนหนึ่ง รู้เห็นเป็นใจและสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อีกทั้งยังยุยงแนะนำให้นายสนธิ แอบอ้างและใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือ

  นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ แบ่งแยกคนในชาติออกเป็นสองฝ่าย ใช้ความจงรักภักดีต่อในหลวง เป็นลิ่มตอกแผ่นดินไทยให้แตกแยกแบบไม่เคยเป็นมาก่อน

  มิพักต้องสืบ สาวราวเรื่องหาเหตุว่า ทำไมวันนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยจึงมีคำถามและข้อสงสัยอันมิบังควรอยู่ในหัวใจ แต่มิกล้าเอ่ยปากถามใคร เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

  คำตอบก็ คือ เพราะคำกล่าวอ้างและการแอบอ้างของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งโดยวาจา พฤติกรรม การแต่งกาย สิ่งของสื่อสัญญลักษณ์หลายสิ่งหลายประการ ประกอบกับพฤติกรรมของคนแวดล้อมสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ออกมายืนเคียงข้างนายสนธิ ลิ้มทองกุล เรื่อยมา

  4 ปีที่ผ่านมา สถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ในสถานะที่ถูกทำให้เข้าใจไปต่างๆ นานา นับแต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล เริ่มการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล โดยที่มิอาจจะชี้แจงทำความเข้าใจ เพื่อแก้ไขข้อครหา ความเข้าใจผิดที่บังเกิดขึ้นในหัวใจของประชาชน ได้
แม้ศาลจะเคย วินิจฉัยว่าการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทางการเมือง และทำให้ประชาชนแตกแยก ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศชาติ แต่ก็เป็นเพียงคำวินิจฉัยของศาลในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิใช่การสื่อสารทางตรงจากสถาบันพระมหากษัตริย์

จะมีก็แต่ครั้งหนึ่ง ที่ สำนักราชเลขาธิการ เคยทำหนังสือทักท้วงนายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่ากล่าวหาให้ร้าย นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ ด้วยความเท็จ มีเจตนาที่จะทำให้สำนักราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย โดยไม่สนใจค้นหาและตรวจสอบความจริง

คำตอบของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ต่อหนังสือของสำนักราชการเลขาธิการ ที่ถูกส่งไปถึงนายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ ในครั้งนั้นก็คือ “อย่าคิดว่าผมจะกลัวคุณ” หรือ “กูไม่กลัวมึง” นั่นเอง

แม้หนังสือของสำนักราชเลขาธิการ จะอ้างสถานะของตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่คำตอบของนายสนธิ ลิ้มทองกุล กลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความยำเกรง ความตระหนัก หรือ สำนึกผิดต่อพฤติกรรมของตนเองที่กล่าวหาให้ร้ายราชเลขาธิการ แม้แต่น้อย
แม้ แต่ ราชเลขาธิการ ยังถูกกระทำจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยมิได้นำพาว่า ราชเลขาธิการ เป็นผู้ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยสูงสุดจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วนับประสาอะไรกับข้าราชการตำรวจ ทหาร ทุกระดับชั้นยศ ที่จะถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุล ชี้หน้าด่ากราด เป็นคนไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ข้อกล่าวหาไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดที่ข้าราชการตำรวจ ทหาร ซึ่งถวายชีวิตเป็นราชพลี ไม่อาจจะพึงรับได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำรวจอย่าง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะทหารเสือราชินี เป็นที่รับรู้กันในแวดวงตำรวจทหาร ว่า ตระกูลวงษ์สุวรรณ คือตระกูลที่ถวายชีวิตเป็นข้าในพระ องค์มาช้านาน

โดย เฉพาะอย่างยิ่ง ทหารอย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ทหารเสือราชินี ที่ถวายชีวิตเป็นราชพลี และปฏิบัติหน้าที่ถวายอารักขาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี นาถ ด้วยความจงรักภักดี มาตลอดชีวิตการรับราชการ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อดีตผู้บัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน อย่าง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ และ ตำรวจตระเวณชายแดน ที่ทำหน้าที่ถวายอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จย่า ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ และ ถวายงานโรงเรียนตำรวจตระเวณชาย แดน มาตั้งแต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมอยู่ในขบวนการอาชญากรเศรษฐกิจ ด้วยซ้ำไป

ตำรวจ ตระเวณชายแดน พี่น้องของ ผู้กองแดน และ ผู้หมวดตี้ ที่ถวายอารักขาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวเสด็จแปรพระราชฐาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และต้องเสียชีวิตจากการลอบสังหารของผู้ก่อการร้าย ต้องถูกชี้หน้าด่ากราดก่นประณามว่า เข่นฆ่าทำร้ายประชาชน เป็นทรราช ทั้งๆ ที่พวกเขาทำหน้าที่คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รักษาเอกราชของชาติ ปกป้องอธิปไตยของประเทศ มาโดยตลอด

แต่เมื่อพวก เขาต้องปฏิบัติหน้าที่นำความสงบกลับคืนสู่บ้านเมือง ด้วยการเผชิญหน้ากับพันธ มิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล พวกเขาก็ถูกสร้างภาพว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่จงรักภักดี ทั้งๆ ที่พวกเขาเพิ่งได้รับคำชื่นชมจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ว่าเป็นผู้เสียสละได้แม้กระทั่งชีวิตเพื่อชาติ


แม้จะเป็นข้อ กล่าวหาที่ไม่อาจจะพึงรับได้ แต่ทั้งตำรวจ ทหาร เหล่านี้ก็จำต้องก้มหน้า เก็บความขมขื่นไว้ในใจ ไม่ปริปากพูด หรือ โต้ตอบ เพียงเพราะต้องการให้ประเทศชาติสงบเรียบร้อย
ข้อกล่าวหา ไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่พุ่งเป้าไปยัง พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ หากออกจากปากบุคคลอื่น ที่มิใช่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็อาจจะทำให้ต้องหยุดคิดว่า ทำไม 2 ท่านนี้จึงถูกกล่าวหา และ คนที่กล่าวหาเคยแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีมากกว่า 2 ท่านนี้ มากน้อยเพียงใด หรือไม่

แต่เมื่อคนกล่าวหาเป็นนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกศาลชี้ว่าเป็นผู้ที่แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำลายผู้อื่น และ เป็นผู้ที่ใช้ความจงรักภักดีแบ่งแยกประชาชนของพระองค์ท่าน เป็นสองฝ่าย ทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ อีกทั้งยังมีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ติดตัวอยู่ด้วย จึงมิพักต้องหยุดคิด หรือใช้วิจารณญาณเลยว่า คำกล่าวหาของนายสนธิ จะเป็นจริงหรือเป็นเท็จ หรือ มีเนื้อหาสาระที่ชวนให้ต้องคิดตามหรือไม่
เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ คนผู้หนึ่งซึ่งไม่เคยแม้แต่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้า สักครั้งในชีวิต จะบังอาจ และกล้าหาญถึงขีดสุด กระทั่งชี้หน้าด่าว่า คนผู้หนึ่งซึ่งได้รับพระราช ทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นข้าในพระองค์ ถวายงาน ถวายอารักขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ มาเป็นเวลาต่อเนื่องยาว นานเกือบ 40 ปี ว่า เป็นผู้ไม่จงรักภักดี

แต่ เรื่องน่าประหลาดนี้ กลับบังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวหาว่า พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้ รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่มีความสำคัญสูงสุด และต้องเป็นบุคคลที่ได้ รับการพิจารณาคัดสรรเป็นอย่างดีที่สุดว่ามีความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิ ได้ ว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดี

เพื่อให้ข้อกล่าวหาของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ดูดีมีน้ำหนัก สามารถหลอกประชาชนให้หลงเชื่อได้ จึงมีผู้คนบางคนที่กระทำการโดยแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำเนินการบางประการให้ประชาชนเห็นและหลงเชื่อว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล และการกระทำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นที่ทรงโปรด และทรงให้การสนับสนุน อาทิ...

การให้ข่าวสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระราชทานเงิน 1 แสนบาทให้แก่ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมของตำรวจ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุล นำไปบิดเบือน ว่าเป็นเงินพระราชทานช่วยเหลือพันธมิตรฯ และทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยมิได้กล่าวถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง ถูกแทง ถูกรถชนโดยการกระทำของกลุ่มพันธมิตร แม้แต่น้อย

การให้ข่าวดัง กล่าวนี้ ผู้ให้ข่าวมีความตั้งใจที่จะแสดงให้ประชาชนได้พึงรับทราบประหนึ่งว่าทรง เลือกข้างแล้ว ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้น ทรงมีพระเมตตาแก่ประชาชนผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเท่าเทียมกัน ทรงพระราชทานเงินให้แก่โรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บแก่ประชาชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างทั่วถึง ไม่มีการแบ่งแยกว่าประชาชนคนใดเป็นฝ่ายใด หากแต่ประชาชนทุกคนเป็นประชาชนของพระองค์ท่านเสมอมา มิเคยเปลี่ยนแปลง จะมีก็แต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ให้ข่าว และผู้บังอาจบิดเบือนพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านเท่านั้น ที่มีเจตนาจะแบ่ง แยกประชาชน และทำให้คนในชาติแตกแยก โดยใช้ความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อพระองค์ท่าน เป็นอุบาย

ข่าว ดังกล่าวนี้ แม้จะส่งผลกระทบต่อจิตใจและความรู้สึกของประชาชนผู้จงรักภักดีอย่างมาก แต่ก็ยังไม่มากเท่ากับที่ส่งผลกระทบต่อตำรวจ และ ทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยถวายชีวิตเป็นราชพลี เพื่อปกป้องรักษาราชบัลลังก์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ จนเรียกได้ว่าอยู่ในภาวะหัวใจสลาย และบอบช้ำทางจิตใจยิ่งนัก ทั้งยังถูกกระหน่ำซ้ำเติมจากผู้คนในสังคมที่หลงเชื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล และขบวนการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ มาสร้างความสำคัญให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล เสมือนหนึ่งว่าเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีเหนือกว่าตำรวจ และ ทหารทั้งแผ่นดิน
ความจริงประการหนึ่งที่ต้องยอมรับกันก็คือว่า ตำรวจและทหาร เป็นเสาหลักในการปกปักรักษาและค้ำราชบัลลังก์ เป็นสถาบันหลักที่ทำหน้าที่รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ มานับแต่มีราชอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี และ รัตนโกสินทร์ จวบจนถึงทุกวันนี้ สถาบันตำรวจ ทหาร มิเคยอยู่ห่างจากสถาบันพระมหากษัตริย์ และมิเคยตกอยู่ในสภาพที่ถูกทำร้าย ทำลาย กัดกร่อน อย่างหนัก ด้วยข้อหาร้ายแรงเช่นที่ประสบพบเจออยู่ในขณะนี้ ด้วยปากของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

ความจริงประการหนึ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ เสาหลักที่ค้ำราชบัลลังก์ กำลังถูกฝูงปลวก รุมกัดกินจนแทบจะซวนเซและทรุดลง โดยที่ไม่มีผู้ใดสนใจดูแลสภาพของเสาว่ายังคงแข็งแรงอยู่หรือไม่ หากแต่ไปสนใจว่าฝูงปลวกที่มารุมกัดกินเสา ยังมีความสุขดีอยู่หรือ ขาดเหลือสิ่งใดหรือไม่ จะได้นำไปช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ฝูงปลวก ให้อุดมสมบูรณ์

ปลวกฝูงนี้ นำโดย พญาปลวกที่ชื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งสถาปนาตนขึ้นเป็นพญาปลวก หลังจากที่ใช้ลีลาวาจาโวหารนำเสนอความเท็จ จนประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อ เดินเข้ามาอยู่ในรังปลวก และพร้อมที่ปฏิบัติตามที่พญาปลวก สั่งให้กัดกิน ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า และไม่เป็นที่พึงพอใจ ขัดความต้องการของพญาปลวก

จากปลวกธรรมดาตัวหนึ่งที่กัดกินนักการ เมืองเป็นเหยื่ออาหาร ก็กลายเป็นพญาปลวกขึ้นมาในเวลาไม่นานนัก เมื่อมีผู้หลงเชื่อนำผ้าแพรหลากสีมาผูกไว้ที่รังปลวก พร้อมกับนำธูปมากราบไหว้ทุกวันๆ ส่งผลให้รังปลวกธรรมดารังหนึ่ง ย่านถนนพระอาทิตย์กลายเป็นจอมปลวก ขนาดใหญ่ และมีการขยายอาณาจักรปลวก กัดกินทำลายเรื่อยไปทุกสถาบัน ทุกองค์กร ทุกคนที่ไม่ทำตามความต้องการของพญาปลวก จนในที่สุดก็มาถึงวันที่พญาปลวก นำฝูงปลวกที่หลงเชื่อมากัดกินเสาหลักค้ำราชบัลลังก์ ด้วยข้อหาไม่จงรักภักดี ทั้งๆ ที่พญาปลวกตัวนั้นต่างหากที่มีเจตนาแอบแฝงอยู่ในใจ โดยที่สามารถคาดหมายได้อยู่แล้วว่า หากวันใดที่เสาค้ำราชบัลลังก์ ถูกกัดกินจนหมดสิ้นไป และหักโค่นลงมา ราชบัลลังก์จะอยู่ในสถานะใด

พญาปลวก กำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะนำจอมปลวกหรืออาณาจักรของตัวเอง ไปทำหน้าที่แทนเสาค้ำราชบัลลังก์ อย่าง ทหาร และ ตำรวจ

นาย สนธิ ลิ้มทองกุล กำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะแสดงให้ประชาชนหลงเชื่อว่าม็อบพันธมิตร มีความสามารถและเหมาะสมที่จะเข้าไปทำหน้าที่รักษาราชบัลลังก์ แทนกองทัพ และ ตำรวจ ได้ เนื่องจากมีความจงรักภักดีมากกว่า

หากวันใดที่ เสาค้ำราชบัลลังก์ถูกกัดกินจนหักโค่น ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ต่อไป พญาปลวกที่ผลักดันตัวเองมาทำหน้าที่แทนเสา จะทำหน้าที่ค้ำราชบัลลังก์ดังปากว่า หรือ กัดกินราชบัลลังก์ดังใจหมาย คงไม่ยากเกินไปที่จะทำนายหรือคาดเดา

เพราะพญาปลวก อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นที่เลื่องลือและรับรู้กันทั่วทุกวงการว่า กัดกิน หากินไม่เลือก และไม่รู้จักอิ่ม อยู่แล้ว

ขณะเขียนบทความเรื่อง จอมปลวก มีข่าวชิ้นหนึ่งที่ยืนยันถึงความหวังดีประสงค์ร้าย ที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามาพอดิบพอดี ข่าวชิ้นนี้มาจากสำนักข่าวเอพี ตีข่าวมาเป็นภาษาอังกฤษ แปลความเป็นภาษาไทยได้ว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระราชทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับผู้ประท้วงขับไล่รัฐบาลในประเทศไทยว่า “ไม่คิดว่าคนเหล่านี้ทำเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ตามที่แอบอ้าง คนพวกนั้นทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตัวเขาเอง”

พระดำรัสของสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานแก่สื่อมวลชนต่างประเทศ เพียงเท่านี้ ก็ทำให้เห็นได้ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนเช่นไร เป็นบุคคลที่อันตรายเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศชาติ และราชบัลลังก์ มากเพียงใด

ความมุ่งหมายที่จะใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่อง มือทางการเมือง เป็นอุบายแสวงหาอำนาจทางการเมืองแก่ตนเองและพวกพ้อง ยังคงเดินหน้าไม่หยุดยั้ง ไม่รั้งรอ และไม่ลังเลที่จะดำเนิน การเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนเร็วที่สุด โดยมิได้คำนึงถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อสถาบันพระ มหากษัตริย์ ประเทศชาติ ประชาชน แต่มุ่งหมายที่จะแสวงหาประโยชน์แก่ตนเป็นสำคัญที่สุด

เป็น ที่ทราบกันดีว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ จะไม่ทรงยุ่งเกี่ยว หรือแสดงความเห็นทางการเมือง หรือเหตุการณ์ที่มีผลกระทบทางการเมือง เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทรงอยู่เหนือการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอความเห็นต่อสาธารณะหรือสื่อมวลชน เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เว้นแต่จะเป็นภาวะวิกฤตของบ้านเมืองที่ไม่สามารถหาทางออกได้แล้ว พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานคำแนะนำให้ผู้มีหน้าที่นำไปปฏิบัติ ซึ่งทุกครั้งก็สามารถยุติเหตุการณ์ได้ในเร็ววันและทันที และภาวะวิกฤตของบ้านเมืองก็จะมลายหายสิ้นไปโดยพลัน ความสมานฉันท์กลับคืนสู่ประชาชนคนไทยโดยถ้วนทั่ว
พระดำรัสของสมเด็จพระ เทพรัตนราชสุดา ที่มีต่อสื่อมวลชนต่างประเทศในคราครั้งนี้ จึงเป็นพระดำรัสที่ประชาชนคนไทยผู้จงรักภักดี พึงรับรู้และพิจารณา เพื่อที่ผู้ยังไม่หลงผิดจะได้ไม่หลงผิด และผู้ที่หลงผิดไปแล้ว จะถือโอกาสกลับตัวกลับใจ ไม่มัวเมาอยู่ในอุบาย “จงรักภักดีเหนือผู้อื่น” ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อีกต่อไป

บัดนี้ ประชาชนผู้จงรักภักดี พึงจะได้ประจักษ์ความจริงแก่ใจแล้วว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้จงรักภักดีเหนือกว่าผู้อื่นจริงหรือไม่ เป็นผู้ที่จะทำหน้าที่เสาค้ำราชบัลลังก์แทนกองทัพ และตำรวจได้จริงหรือไม่

ระหว่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่แอบอ้างว่าทำเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ กับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระดำรัสว่า เขามิได้ทำเพื่อพระมหา กษัตริย์ เขาทำเพื่อตัวเขาเอง

คนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดิน จะเชื่อผู้ใด

คำถามนี้ คงไม่ยากเกินไปที่จะตอบ สำหรับผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นประชาชนผู้งจงรักภักดี

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยทั้งประเทศ จะช่วยกันทำลายจอมปลวก ที่ถูกขบวนการแอบอ้าง

สถาบัน พระมหากษัตริย์ หลอกลวงต้มตุ๋นประชาชน ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่กำลังกัดกินทุกสถาบัน ทุกองค์กร ทุกคน ไม้เว้นแม้กระทั่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้ได้รับความเสียหาย และเสื่อมเสีย

มีข่าวมาถึงหูผมว่า เหตุที่ข่าวของสำนักข่าวเอพี ชิ้นนี้ไม่ถูกนำเสนอทางสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ และ สื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศไทย ในขณะที่สื่อทั่วโลก นำเสนอกันอย่างกว้างขวาง เป็นเพราะว่ามีโทรศัพท์จากขบวนการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่อยู่ในสำนักพระราชวัง ไปยังสำนักข่าวทุกแห่งในประเทศไทย มิให้นำเสนอพระดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ที่พระราช ทานสัมภาษณ์แก่สำนักข่าวเอพี

ไม่น่าเชื่อว่ากระทั่ง พระดำรัสของเจ้าฟ้าหญิงผู้ทรงเป็นที่รักเคารพเทิดทูนของคนไทยทั้งชาติ ยังถูกปิดกั้น ทั้งๆ ที่พระราชทานแก่สำนักข่าวต่างประเทศ และเผยแพร่ข่าวนี้ไปทั่วโลก แต่คนไทยกลับมีโอกาสได้รับทราบน้อยมาก นี่ย่อมจะแสดงให้เห็นว่าขบวนการแอบอ้างสถาบันพระมหา กษัตริย์ สร้างความสำคัญให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย เป็นขบวนการใหญ่เพียงใด และเป็นขบวนการที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
เหตุการณ์ครั้งนี้ คนไทยผู้จงรักภักดีย่อมจะตระหนักได้ถึงอันตรายร้ายแรงของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และภัยของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งมีเครือข่ายแทรกซึมอยู่ทั่วทุกวงการ ทุกอาชีพ ทุกพื้นที่ของประเทศไทย ที่กำลังคืบคลานเข้าใกล้สถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างน่าหวาดกลัว
เภทภัย ที่กำลังเกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และ เสาหลักที่ค้ำราชบัลลังก์มาช้านานกว่า 700 ปี ก่อตัวขึ้นมาแล้วและกำลังจะพัดโ*****่างรุนแรง เพื่อทำลายล้างให้สิ้นซาก หากว่าพวกเรานิ่งเฉย ประเทศไทยหลังพายุร้ายพันธมิตรพัดผ่าน จะเป็นเช่นไร สถาบันพระมหากษัตริย์ของเรา จะดำรงอยู่อย่างไร ในวันที่กองทัพถูกกัดกร่อน
เพื่อ ป้องกันเภทภัยที่จะกรายกล้ำเข้าใกล้สถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่ง ของเรา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยผู้จงรักภักดีจักต้องร่วมมือร่วมใจกันทำลาย กลุ่มพันธมิตรและเครือข่ายให้สิ้นซาก ซึ่งต้องใช้ความไม่กลัวเป็นที่ตั้ง ใช้ความกล้าเป็นธงนำ และต้องลงมือทันที โดยมิรอช้าให้เวลาผ่านเลยไปอีกแล้ว

การ ทำลายกลุ่มพันธมิตรและเครือข่าย ไม่ต่างจากการทำลายจอมปลวกที่มีผ้าแพรหลากสีผูกล้อม และมีธูปปักไว้เหนือกองดิน หากเราเห็นเภทภัยของปลวก มากกว่าอวิชชาที่บดบังปัญญาของเรา ก็เพียงทุบทำลาย และพ่นยาฆ่าปลวก ก็เป็นอันเสร็จสรรพ

แต่หากเราหลงเชื่อว่าจอมปลวกเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ ถูกอวิชชาครอบงำว่ากองดินเป็นสิ่งวิเศษมีพลังลี้ลับ จะทำลายล้างเราได้ด้วยวิชาอาคม บ้านของเราทั้งหลัง ก็คงไม่พ้นจะต้องถูกทำลาย เพราะปลวกกัดกินจนถล่มทลายลงมาเป็นกองดิน และเป็นอาหารของฝูงปลวก เป็นแน่แท้
คนไทยผู้จงรักภักดีทุกคน โดยเฉพาะ ตำรวจ ทหาร คงไม่มีใครอยากเห็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องตกเป็นอาการหรือเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือ ของฝูงปลวกที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล และเครือข่ายพันธมิตร

ภารกิจนี้เป็นของคนไทยทุกคน และต้องเร่งรัดกระทำโดยเร็ว ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

มามือเปล่า...!!!

posted on 08 Oct 2008 23:37 by poropor

ไอ้สารเลวพันธมิตร ไหนมึงบอกมึงชุมนุมมือเปล่า ไอ้สัดกะหมา

ดู...ดูพวกมึงทำกับตำรวจ มึงใช้ปลายธงแทงเจ้าหน้าที่เกือบตาย...ข่าวออกนิดเดียว

มึงชนตำรวจ แล้วถอยมาทับซ้ำ มึงยังลอยนวล
















 

edit @ 9 Oct 2008 18:45:28 by PorOpoR

พันธบัตรเอเชียจะช่วยปกป้องเราจากดอลลาร์
October 8, 2008

โดยทักษิณ ชินวัตร ตีพิมพ์ในไฟแนนเชียลไทมส์ 6 ตุลาคม 2551



เอเชีย ประสบโอกาสที่จะปกป้องตนเองและเศรษฐกิจโลก จากวิกฤติที่เกิดจากส่วนเกินในวอลล์สตรีท โดยที่ประเทศจีน ญี่ปุ่นและประเทศเอเชียอื่นๆ ซึ่งถือครองเงินสำรองจำนวนมากเอาไว้ จะต้องเริ่มออกพันธบัตรเอเชียทันที เพื่อยับยั้งผลกระทบที่เลวร้ายจากค่าเงินดอลลาร์อ่อน

ผมหวังว่า เพื่อนชาวอเมริกัน จะไม่มองข้อเสนอนี้เป็นปฏิกิริยาในทำนองเนรคุณ ซึ่งโดดออกจากเรือที่กำลังจม ในทางตรงข้าม, แผนของผมกลับจะช่วยให้เรือคงอยู่รอดได้ต่อไป และซ่อมแซมมันด้วย นี่เป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับประเทศที่จะได้รับผลประโยชน์จากศตวรรษถัดไป ที่อเมริกาจะต้องชำระหนี้ของตนเอง

ความเฟื่องฟูในเอเชีย — ซึ่งถูกสร้างขึ้นจากการค้าและการลงทุนของสหรัฐอเมริกา ได้ก่อปัญหาให้กับสหรัฐฯ ประเทศในเอเชียตะวันออกมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ในขณะที่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ ตกราวปีละ 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศในเอเชียนอกเหนือจากญี่ปุ่นได้สะสมการเกินดุลขนาดมโหฬาร ได้โดยการผลิตสินค้าและบริการราคาถูกให้กับสหรัฐฯ แต่นับแต่นี้ไปประเทศเหล่านี้ไม่อาจพึ่งพิงตลาดหลักแห่งนี้ได้อีกต่อไป เมื่อคำนึงถึงว่าความสามารถของอเมริกาที่จะธำรงการใช้จ่ายของผู้บริโภคนั้น ถูกจำกัดลงอย่างยิ่งยวด ส่วนการพักมูลค่าของเงินเอาไว้ในสกุลเงินซึ่งแลกเปลี่ยนได้ง่ายที่สุด –ซึ่งก็คือดอลลาร์– ประเทศในเอเชียจะพบความเสี่ยงซึ่งอาจขาดทุนได้ไม่น้อยกว่าประเทศที่เป็นเจ้า ของสกุลเงินนี้ ประเทศเอเชียเก็บเงินที่ได้กำไรจากส่วนเกินนี้เอาไว้ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นได้ทั้งตราสาร ตั๋วเงินฝาก และ หุ้นที่มีการกำหนดเงื่อนไขบางอย่างเอาไว้ แล้วเรามีทางที่จะปกป้องมูลค่าของสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ กำลังประสบปัญหาเช่นนี้หรือไม่ นั่นคือเงินสำรองของเอเชียจะต้องถูกเปลี่ยนให้เป็นพันธบัตรเอเชีย ซึ่งเมื่อไม่ได้สูญเสียมูลค่าของมันไปแล้ว ก็จะสามารถถูกใช้เพื่อนำมากระตุ้นการค้าและการลงทุนในเอเชีย

พันธบัตร เอเชียไม่ได้เป็นเกมส์แบบได้หมด-เสียหมด ที่ให้ประโยชน์เฉพาะตัวมันเองเท่านั้น มันยังเอื้อโอกาสให้กับการสร้างความมั่งคั่งได้ทั้งโลก ประชากรชาวเอเชียทั้งสามพันล้านคนต้องการให้รัฐบาลของพวกเขาได้นำเอาการเกิน ดุลการค้าที่พวกเขาไม่อาจหาประโยชน์จากมันได้เลยนั้น ลงทุนในประสิทธิภาพการผลิตที่จับต้องได้ มากกว่าที่พวกเขาจะเห็นการเล่นกับการลงทุนในกระดาษ, อย่างเช่น ตราสารทางการเงินซึ่งยากต่อการทำความเข้าใจ


เราจะเรียกพันธบัตร นี้ว่า ดอลลาร์ของโลก หรือ “กลอบาร์” (แผลงมาจากคำ globars คือ global + dollars — ผู้แปล) (ซึ่งคุณอาจจะชอบเมื่อนึกถึงแท่งโลหะที่เปล่งประกาย และครั้งหนึ่งเคยเป็นมาตรฐานการวัดมูลค่าสกุลเงินมาตรฐาน) ในขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) สามารถเล่นบทที่ปรึกษา หรือผู้จัดการ ในการดูแลมูลค่าของดอลลาร์โลก หรือดอลลาร์นอกสหรัฐ ในขณะที่สกุลเงินในประเทศสหรัฐจะเสื่อมค่าลงถึงระดับดังที่เศรษฐกิจของ ประเทศดำรงอยู่

แล้วอะไรจะเกิดขึ้นหากรัฐบาลใหม่ของสหรัฐไม่ได้มีสาย ตายาวไกลที่จะให้การยอมรับมาตรฐานใหม่ซึ่งเป็นดอลลาร์ภายนอกนี้? รัฐบาลในประเทศเอเชียก็ยังคงสามารถออกพันธบัตรเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ประเทศ เหล่านี้ได้รับส่วนเกินดุลครั้งใหม่ ประเทศอย่างจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, สิงคโปร์ และ ไทย สามารถเห็นชอบที่จะแบ่งปันบางส่วนของเงินทุนสำรองของตนเอง ในอัตราส่วนที่แน่นอนลงไปในตระกร้าสกุลเงินที่จะออกพันธบัตรนี้ ผลตอบแทนของพันธบัตรนี้จะอยู่ในระดับเดียวหรืออาจจะมากกว่าพันธบัตรสหรัฐ ในฐานะที่ผู้ออกพันธบัตรนี้มีฐานะดีกว่าสหรัฐที่จะให้ผลตอบแทนผู้ลงทุน

แต่ ก็มีความยากลำบากสำหรับนักลงทุนที่จะตัดสินความเสี่ยงทางการเมืองในเอเชีย อยู่บ้าง ตาลีบันยังคงปฏิบัติงานอยู่ในประเทศอัฟกานิสถานและปากีสถาน แต่บทบาทของประเทศเหล่านี้เป็นแต่เพียงในนาม ส่วนการปล่อยก๊าซพิษในสถานีรถไฟใต้ดินของญี่ปุ่นไม่สามารถกัดกร่อน ความน่าเชื่อถือของญี่ปุ่นในการให้คำมั่นของพวกเขา ความเสี่ยงเป็นเรื่องสัมพัทธ์ ผมอยากจะวางเดิมพันลงฝั่งรัฐบาลจีน — ซึ่งเคยมองข้ามคำทำนายเมื่อ 18 เดือนก่อนโดย แฮงค์ พอลสัน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ, ว่าจีนอาจสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจนับล้านล้านดอลลาร์ หากพวกเขาไม่เปิดตลาดหุ้นแบบเสรี ซึ่งน่าคิดว่าเป็นเรื่องฉลาดกว่าการสวดอ้อนวอนแด่พระผู้เป็นเจ้า ให้สหรัฐหาโมเดลการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือ และการกำกับการดูแลสถาบันการเงินให้พบ

สำหรับคนที่คุ้นเคยกับตลาด พันธบัตรแล้ว นี่อาจไม่ใช้ข้อเสนอที่เป็นเรื่องพลิกฟ้าดินแต่อย่างใด มีรัฐบาลประเทศเอเชียหลายประเทศได้ออกพันธบัตรในสกุลเงินของตนเอง คุณภาพและผลตอบแทนก็แตกต่างกันออกไป ผลตอบแทนของพันธบัตรเอเชีย ต้องรวมเอาความผันผวนต่างๆเข้าด้วยกัน แล้วไปเทียบกับผลตอบแทนที่ไม่ได้น่าพอใจในเวลานี้นักของพันธบัตรสหรัฐ แล้วให้ตลาดเป็นผู้ตัดสิน แต่อย่างไรก็ตาม ผลรวมของพันธบัตรเอเชียให้ภาพที่เป็นบวกกว่ามาก ส่วนที่เป็นปัญหาจริงก็คือความรับรู้ในอดีต ซึ่งดูเหมือนกำหนดไปแล้วอย่างถาวรโดยพวกหน่วยงานจัดอันดับทั้งหลาย ว่าประเทศเอเชียทั้งหลายเป็นผู้กู้ สหรัฐเป็นผู้ให้ยืม แต่ตอนนี้ประเทศเหล่านี้บางแห่งเป็นผู้ให้กู้ มันเป็นเวลาที่จะเก็บเกี่ยวผลตอบแทนในฐานะผู้ให้กู้ มูลค่าของการให้กู้จะได้รับการปกป้องเป็นอย่างดีถ้าพวกเขาสร้างการตัดสินใจ ร่วมกัน

พันธบัตรร่วมเหล่านี้สามารถกำหนดให้ซื้อขายได้ใน โตเกียว สิงคโปร์ และฮ่องกง พันธบัตรนี้สามารถเอื้อให้เกิดการพัฒนาตลาดทุนที่เข้มแข็งขึ้นในภูมิภาค และรักษาไว้ได้อย่างมั่นคง ในขณะที่สหรัฐได้กลับไปดูแลปัญหาวิกฤติการเงินของตนเอง สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดก็คือส่วนเกินของเอเชียจะถูกวนกลับไปใช้ในการ สร้างสินทรัพย์ที่มีผลิตภาพในเอเชีย

http://thaksin.wordpress.com/