เมื่อเผชิญความทุกข์แสนสาหัส คนเรามีทางเลือกหลักอยู่ 2 ทาง คือ
เผชิญหน้ากับปัญหา หรือหนีปัญหา
คาร์ล จุง
นักจิตวิทยาผู้ยิ่งใหญ่กล่าวไว้ว่า
โรคประสาทคือ
ผลลัพธ์ของคนที่ไม่ยอมรับความทุกข์อย่างตรงไปตรงมา” (Neurosis is always a
substitute for legitimate suffering.)
การหลีกเลี่ยงปัญหา ทำเสมือนว่า มันไม่ได้เกิดขึ้น มันไม่มีจริง
เอาแต่คิดเพ้อฝัน มองโลกในด้านบวก
มุ่งเสพประสบการณ์เริงรื่นเพื่อให้ลืมความทุกข์ไปวันๆ
หรือไปพึ่งพิงสิ่งเสพติด อาจนำเราไปสู่ผลลัพธ์ที่คาร์ล จุง ว่าไว้
เบนจามิน แฟรงคิน บอกว่า
“สิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดจะมอบบทเรียนแก่เรา”(Those things that
hurt,instruct.)
เราจะยอมรับความทุกข์อย่างตรงไปตรงมาได้แน่หรือ
ในโศกนาฏกรรมของเมืองไทยที่เพิ่งผ่านมา
ที่นำความสูญเสียให้กับคนจำนวนมากมาย เสียชีวิต เสียเลือดเนื้อ
เสียทรัพย์สิน เสียศรัทธา เสียความเชื่อมั่น เสียความรู้สึก เสียเพื่อน
เสียคนที่รัก ฯลฯ
หลายคนในขณะนี้เปรียบเหมือนคนที่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง
เลือดกำลังไหลออกจากร่างกายส่วนที่บาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง
หากจะรอให้เลือดไหลจนหยุดไปเองเราคงจะตายเสียก่อน
การห้ามเลือดโดยการเย็บแผลเป็นสิ่งที่ต้องทำทันที
การฉีดยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดให้ร่างกายทานทนความเจ็บปวดไหว
ไม่กี่วันแผลก็เริ่มสมานกลายเป็นเนื้อเดียวกัน
แต่ก็ยังคงทิ้งรอยแผลเป็นให้เราจดจำและเรียนรู้
ผลกระทบจากความรุนแรงพฤษภาคม2553
อาจเป็นบาดแผลใหญ่สำหรับใครบางคนที่แผลใหญ่โตเกินกว่ารอให้เลือดหยุดไหลด้วย
เช่นกัน ผมจึงขอนำเสนอวิธีเยียวยาตนเองสำหรับผู้คนเหล่านั้น
1.เยียว
ยาร่างกาย
หาที่นั่งสบายๆ บรรยากาศสงบเงียบ
เป็นส่วนตัว หลับตานึกถึงภาพเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจของเราสักครู่
จากนั้นพยายามชี้ชัดในสิ่งที่คุณกำลังรู้สึก
ค้นหาคำที่เราสามารถบรรยายความรู้สึกของคุณออกมาสัก 1 คำ
ที่ตรงกับความรู้สึกคุณมากที่สุด (เช่น คับแค้นใจ สลดใจ ขมขื่น สิ้นหวัง
ฯลฯ)
เพ่งความรู้สึกไปที่คำๆนั้นสัก 2-3 วินาที
จากนั้นปล่อยให้คำๆนี้แทรกเข้าสู่ทั่วร่างกายของคุณ
ขณะเดียวกันก็แบ่งความรู้สึกไปสำรวจจากศีรษะจรดปลายเท้า
เพื่อค้นหาอาการทางร่างกายของคุณเมื่อคุณสำรวจเราจะพบอาการทางกายเหล่านั้น
ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ (เช่น เจ็บที่หน้าอก ใจสั่น เกร็งที่ไหล่ ฯลฯ)
สำรวจซ้ำอีก 2-3 รอบ คุณอาจเจอมากกว่า 1 ตำแหน่ง
หรือบางคนหาไม่เจอก็ไม่เป็นไร
จากนั้นให้วางมือทาบลงบนส่วนของร่างกายที่พบอาการ แล้วพูดออกมาดังๆว่า
“มันเจ็บตรงนี้” ถ้าความเจ็บปวดมีมากกว่า 1 แห่ง
สัมผัสแต่ละที่และพูดซ้ำว่า “มันเจ็บตรงนี้”
ปลดปล่อยความเจ็บปวดของร่างกายด้วยการเพ่งความรู้สึกไปยังตำแหน่งร่างกายที่
เจ็บปวด ในขณะเดียวกันทุกๆครั้งของการหายใจออก
ให้ปลดปล่อยความตึงเครียดและความเจ็บปวดของร่างกายออกไปกับลมหายใจด้วย
ทำซ้ำหลายๆรอบ จนรู้สึกว่าปลอดโปร่งขึ้น
2.เยียวยา
จิตใจ
นึกถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์(อาจมีหลายคนก็ได้)
ที่เราคิดว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด จากนั้นหยิบกระดาษเปล่ามา
และปากกาสีสดใส
มาเขียนจดหมายระบายความรู้สึกที่อยากด่าทอบุคคลผู้นั้นอย่างเต็มที่
โดยใช้ตัวอย่างข้อความดังต่อไปนี้
(คุณสามารถเปลี่ยนสรรพนามให้ดุดันหรือหยาบคายเท่าไรก็ได้ตามที่ปรารถนา
เพราะไม่มีใครรู้กับคุณ)
ถึง.......(ชื่อบุคคล
นั้น)
ฉันรู้สึก....
สิ่งที่ฉันอยากบอกคุณก็คือ....
มัน
ทำให้ฉันเจ็บปวดมากเลยในตอนที่....
มันทำให้ฉันโกรธมากเลยเวลาที่....
มันเป็นเรื่องยากสำหรับฉันที่จะเข้าใจว่า...
คุณทำ.....ได้ยังไง
ทำไมคุณถึงไม่....
คุณรู้หรือเปล่า ว่าฉันรู้สึกอย่างไรเวลาที่...
สิ่งที่ฉันไม่เคยบอกคุณเลยก็คือ...
ถ้าเพียงแต่คุณจะ....
ฉันจำได้ในตอนที่........
เมื่อฉันนึกถึงตอนที่........
สิ่งที่อยากทำกับคุณก็คือ.....
ฉันหวังสุดใจว่า....
ฉันยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดจาก....
สิ่งที่คุณไม่มีวันรู้ก็คือ......
ฉันจำเป็นต้องตัดขาดคุณไปเพราะว่า.....
ขณะที่เขียนหากรู้สึกอยากร้องไห้ก็ปล่อยตัวเองร้องไป
เมื่อเขียนเสร็จแล้วให้อ่านในใจ หรืออ่านออกเสียงดังๆ (ถ้าเป็นไปได้
หากไม่ต้องกลัวคดีหมิ่นประมาท เพราะมีคนอัดเสียงเราไว้ไปฟ้องตำรวจ) 1 รอบ
เมื่ออ่านเสร็จแล้ว จัดการฉีกกระดาษแผ่นนี้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
หรือใช้วิธีเผามันทิ้งไป
3.เยียวยาสมอง/สติปัญญาของเรา
เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราใช้สมองหนักไปทางซีกขวาในการวิเคราะห์
คิดเชิงตรรกะ ข้อมูลความจริง เงื่อนเวลา
จนอาจละเลยการใช้สมองซีกซ้ายที่นำพาเราไปสู่การใช้จินตนาการ การสังเคราะห์
สภาวะที่ไม่มีเงื่อนเวลา ความคิดสร้างสรรค์ ญาณทัศนะ
นำไปสู่การค้นหาทางออกใหม่ๆ
ลดการใช้สมอง
หรือเพิ่มการใช้สมองซีกซ้ายให้มากขึ้น โดยวิธีการดังต่อไปนี้
*ลด
การเสพข่าวติดตามสถานการณ์แบบนาทีต่อนาที
กำหนดช่วงเวลาในการติดตามข่าวในแต่ละวัน(ไม่เกิน 1 ชั่วโมง)
*ไปเยี่ยม
ผู้บาดเจ็บตามโรงพยาบาล
*หากิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องออกแรงกาย เช่น
ออกกำลังกาย ทำสวน ฯลฯ
*ทำงานฝีมือหรืองานศิลปะต่าง ๆ เช่น วาดภาพ
งานปั้น งานเย็บปักถักร้อย แต่งกลอน ร้องเพลง เขียนบันทึก ฯลฯ
ก่อนจะสานต่อภารกิจที่ต้องร่วมมือสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดขึ้นใน
อนาคต อีกภารกิจที่อาจจะเร่งด่วนกว่าคือการเยียวตัวเอง ให้กลับมามีสติ
มีเรี่ยวแรง มีศรัทธาต่อความดีงาม
-----------------------------
Thank หมอตีนเปล่า สำหรับบทความ